Posted on

เห็ดหลินจือกับโรคเก๊าต์

เห็ดหลินจือกับโรคเก๊าต์
โรคเกาต์ (Gout) เป็นโรคข้ออักเสบที่พบในผู้ป่วยที่มีระดับกรดยูริก (uric acid) ในเลือดสูงมาเป็นเวลานาน ซึ่งกรดยูริกที่สูงจะเกิดการตกตะกอนสะสมเป็นผลึกเกลือยูเรตตามเนื้อเยื่อบริเวณต่าง ๆ โดยเฉพาะในข้อและบริเวณรอบข้อ และเมื่อมีปัจจัยบางอย่างมากระตุ้น จะทำให้เกิดอาการข้ออักเสบเฉียบพลันอย่างรุนแรง

โรคเกาต์กับการดูแลรักษาที่ถูกวิธี
Posted at 13:38h in Health Article 0 Comments
0 Likes
(Last Updated On: March 13, 2018)
โรคเกาต์ (Gout) เป็นโรคข้ออักเสบที่พบในผู้ป่วยที่มีระดับกรดยูริก (uric acid) ในเลือดสูงมาเป็นเวลานาน ซึ่งกรดยูริกที่สูงจะเกิดการตกตะกอนสะสมเป็นผลึกเกลือยูเรตตามเนื้อเยื่อบริเวณต่าง ๆ โดยเฉพาะในข้อและบริเวณรอบข้อ และเมื่อมีปัจจัยบางอย่างมากระตุ้น จะทำให้เกิดอาการข้ออักเสบเฉียบพลันอย่างรุนแรง

อาการของผู้ป่วย

1. ระยะข้ออักเสบกำเริบเฉียบพลัน
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดข้อ ร่วมกับข้ออักเสบอย่างรุนแรงบริเวณนิ้วเท้า หลังเท้า ข้อเท้า หรือ ข้อเข่า มักถูกกระตุ้นให้กำเริบด้วยการรับประทานอาหารที่มียูริกสูง เช่น อาหารทะเล เครื่องในสัตว์ ยอดผักบางชนิด รวมทั้งการดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์ทุกชนิด หรือได้รับการกระแทกที่บริเวณข้อ อาการข้ออักเสบจะเกิดขึ้นในช่วง 3 – 7 วัน สามารถหายเองได้ แต่อาการจะดีขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยการรับประทานยาโคลชิซีน (colchicine) หรือยาในกลุ่มต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) ไดโคลฟีแนค (diclofenac) อินโดเมทาซิน (indomethacin) เป็นต้น ในระยะแรกอาการข้ออับเสบที่เป็นแต่ละครั้งจะเกิดห่างกันค่อนข้างนาน แต่ถ้ายังไมได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการข้ออักเสบจะกำเริบถี่ขึ้นเรื่อย ๆ และจำนวนข้อที่อักเสบในแต่ละครั้งจะมากขึ้นกว่าเดิม

2. ระยะมีปุ่มก้อนโทฟัส (CHRONIC TOPHACEOUS GOUT)
เมื่อเวลาผ่านไป ในผู้ป่วยที่ยังไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะมีผลึกยูเรตสะสมมากขึ้นจนเกิดเป็นปุ่มก้อนโทฟัส ลักษณะเป็นก้อนแข็งอยู่ใต้ผิวหนัง ผิวขรุขระ สามารถตรวจพบปุ่มก้อนเหล่านี้ได้ที่บริเวณรอบ ๆ ข้อ ตำแหน่งที่พบบ่อย ได้แก่ ใบหู ข้อศอก ตาตุ่ม เอ็นร้อยหวาย นิ้วมือและนิ้วเท้า และผู้ป่วยมักจะมีอาการข้ออักเสบติดต่อกันจนเหมือนเป็นข้ออักเสบเรื้อรัง ในบางรายที่เป็นมากจะมีข้อพิการผิดรูปร่วมด้วยได้ซึ่งเป็นระยะท้ายของโรค การตอบสนองต่อยา NSAIDs หรือ โคลชิซีน จะไม่ดีเท่าเดิม ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเกือบตลอดเวลา

ผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์ อาจจะมีโรคร่วมอื่น ๆ ด้วย เช่น โรคไตวาย นิ่วในทางเดินปัสสาวะ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ

การวินิจฉัยโรคเกาต์ ที่ดีและแม่นยำที่สุด คือ การเจาะน้ำไขข้อจากข้อที่กำลังอักเสบ มาส่งตรวจเพื่อหาผลึกยูเรต แต่หากผู้ป่วยมาพบแพทย์ในขณะที่ไม่มีอาการข้ออักเสบ หรือมีข้ออักเสบแต่ไม่สามารถเจาะข้อได้ การวินิจฉัยจำเป็นต้องอาศัยทั้งประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือดเพื่อดูระดับยูริก การเอกซเรย์ จึงจะสามารถให้การวินิจฉัยที่ถูกต้องได้

การรักษา
ประกอบไปด้วยการให้ยาเพื่อรักษาอาการข้ออักเสบ และการให้ยาลดระดับยูริกในเลือดซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเกาต์ โดยเป้าหมายของการรักษา คือ ลดระดับของกรดยูริกในเลือดให้ต่ำกว่า 6 มก./ดล. ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอาจจะไม่มีอาการข้ออักเสบกำเริบอีก และปุ่มก้อนโทฟัสสามารถหายไปได้ แต่ปัจจุบันผู้ป่วยโรคเกาต์จำนวนมากเลือกที่จะซื้อยารับประทานเอง เนื่องจากในระยะแรกอาการข้ออักเสบจะตอบสนองดีต่อยา ทำให้ได้รับการรักษาที่ไม่ถูกวิธี รวมทั้งมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาได้มาก เช่น กระเพาะเป็นแผล กระเพาะอาหารทะลุ เลือดออกในทางเดินอาหาร ตับอักเสบ ไตวาย รวมถึงการแพ้ยาที่อาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้

ดังนั้น การใช้ยารักษาโรคเกาต์จึงควรอยู่ภายใต้คำแนะนำและการดูแลของแพทย์ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ถูกต้อง และลดความเสี่ยงที่เป็นอันตรายจากการใช้ยา รวมไปถึงผู้ป่วยควรจะได้


เห็ดหลินจือกับโรคเก๊าต์

ในเห็ดหลินจือมีสารออร์แกนิกเยอร์มาเนียม เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายดูดซึมได้อย่างรวดเร็วช่วยในการควบคุมและปรับสมดุลของ ร่างกายให้เกิดความสมดุลระหว่างภาวะกรดและด่างในร่างกาย ก็อาจช่วยบรรเทาอาการของโรคเก๊าต์และช่วยป้องกันโรคเก๊าต์ในกรณีของคนที่ยังไม่เป็นได้

จุดเด่นของเจอเมเนียมซึ่งมีในเห็ดหลินจือหรือจากการสังเคราะห์ก็ตาม มี 4 ประเด็น คือ
1.เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ที่มีประสิทธิภาพ
2.เป็นตัวให้ออกซิเจน (Oxygen Catalyst) กับร่างกายในระดับเซลล์
3.ทำหน้าที่ปรับสมดุลระบบต่าง ๆ (Adaptogen)
4.สร้างภูมิคุ้มกันชนิดไม่เฉพาะเจาะจง (Non – Specific Immunity) คือมีประสิทธิภาพต้านทานเชื้อโรคไม่จำกัดชนิดซึ่งเหนือกว่าวัคซีนที่คุ้มกันเฉพาะโรคใดโรคหนึ่งเท่านั้น

หน้าที่สำคัญของเจอเมเนียมอินทรีย์ในเห็ดหลินจือ คือ
1.กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวขนาดใหญ่
2.สร้างภูมิต้านทานชนิดครอบคลุมทุกอย่าง ไม่เฉพาะเจาะจงโรคใดโรคหนึ่ง
3.เพิ่มออกซิเจนให้ในระดับเซลล์ ทำให้ร่างกายแข็งแรง เพราะเมตาโบลิซึ่มดี และยังป้องกันมะเร็ง เพราะเซลล์มะเร็งไม่ชอบออกซิเจน
4.เพิ่มการเผาผลาญสร้างพลังงานในร่างกาย
5.กระตุ้นให้ร่างกายผลิตอินเตอฟิรอนแกมม่า (IFN – g) เป็นสารเคมีที่ใช้รักษาที่มีคุณภาพสูง โดยไม่มีอาการข้างเคียง (ซึ่งเจอเมเนียมทำได้ตัวเดียว)
6.ปรับสมดุลในร่างกาย (Adaptogen) ให้ทุกระบบกลับมาปกติ
7.เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในระดับแนวหน้า

Posted on

เห็ดหลินจือ ควรทานนานแค่ไหน

เห็ดหลินจือ ควรทานนานแค่ไหน วันนี้เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการทานเห็ดหลินจือกันดีกว่า ว่าทานอย่างไร และควรทานนานแค่ไหน 

Continue reading เห็ดหลินจือ ควรทานนานแค่ไหน

Posted on

ตำนานเห็ดหลินจือ

ตำนานเห็ดหลินจือ

เห็ดหลินจือธรรมชาติ เกาะอยู่บนโคนไม้ใหญ่ เป็นเห็ดที่อาศัยอยู่กลางป่าลึกปกคลุมด้วยพืชสีเขียว ชอบอากาศร้อนชื้น Continue reading ตำนานเห็ดหลินจือ

Posted on

การขับพิษด้วยเห็ดหลินจือ

การขับพิษด้วยเห็ดหลินจือแดง

ข้อควรรู้ กินเห็ดหลินจือเพื่อการขับพิษ ไม่ใช่อาการข้างเคียง
อาการที่เกิดจากการกินเห็ดหลินจือ ซึ่งเกิดขึ้นกับบางคน เช่น ง่วงนอน ฉี่บ่อย หรือ คัน อาการเหล่านี้ Continue reading การขับพิษด้วยเห็ดหลินจือ