Posted on

เห็ดหลินจือกับโรคเบาหวาน

เห็ดหลินจือกับโรคเบาหวาน
สาเหตุของโรคเบาหวานพอจำแนกคร่าวๆได้ดังนี้

1.เกิดจากทางพันธุกรรม และผู้ป่วยมักจะไม่รู้ตัวว่าเป็นเบาหวาน แต่จะพบโดยบังเอิญ เช่น พบขณะตรวจร่างกายประจำปี หรือมีอาการเกิดโรคติดเชื้อ เช่นเป็นฝีโดยไม่ทราบสาเหตุ อยู่ๆก็เกิดขึ้นมา
2.เกิดในคนอ้วน เพราะมีโอกาสเป็นเบาหวานมากกว่าคนผอม
3.เกิดจากความเสื่อมของตับอ่อน
4.อายุมากขึ้นก็มีโอกาสเป็นมากขึ้น

โรคเบาหวานมี 2 ประเภท คือ
ประเภทที่ 1 พบน้อยมากมีประมาณ 5 % ของผู้ป่วยทั้งหมด มักพบในเด็ก ลักษณะของเด็กจะผอม โรคเบาหวานชนิดนี้จะรุนแรง ต้องรักษาโดยการฉีดอินซูลินอย่างเดียว กินยาเม็ดไม่ได้ผล สาเหตุเกิดจากภูมิคุ้มกันตับอ่อนบกพร่อง ตับอ่อนถูกทำลาย ทำให้สร้างสารอินซูลินได้ไม่เพียงพอ ระดับน้ำตาลในเลือดจึงสูงขึ้นกว่าปกติและเป็นเบาหวาน

ประเภทที่ 2 พบได้ประมาณ 95% ของผู้ป่วยส่วนมาก พบในผู้ใหญ่ ตั้งแต่วัยกลางคนจนถึงสูงอายุ จัดว่าเป็นโรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่งถ่ายทอดทางยีนจากพ่อ แม่ ปู่ย่าตายาย พบในคนที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ขึ้นไป ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เป็นโรคเบาหวานคือ ความอ้วน ซึ่งมักจะเกิดตอนอายุมากขึ้น อาจเกิดจากกินมากไป ไม่ออกกำลังกาย หรือออกกำลังกายน้อยไป ในระยะหลังมีรายงานว่าโรคเบาหวานประเภทที่ 2 เกิดขึ้นในคนที่อายุน้อยลงกว่าเมื่อก่อนกระทั่งในเด็ก และวัยรุ่นก็พบได้

ผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวาน คือผู้ป่วยที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ และเหตุใดน้ำตาลในเลือดถึงสูงกว่าปกติ คำตอบก็คือ เกิดจากตับอ่อนผลิตสารอินซูลินได้น้อยหรืออาจไม่ได้เลย

สารอินซูลินคืออะไร สารอินซูลินคือฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่จะทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลในร่างกายนำไปใช้เป็นพลังงาน และถ้าตับอ่อนผลิตสารอินซูลินได้น้อย หรือผลิตไม่ได้เลย น้ำตาลก็จะตกค้างอยู่ในกระแสเลือด ตรงจุดนี้คือสาเหตุของโรคเบาหวาน

น้ำตาลในร่างกายได้มาอย่างไร คำตอบก็คือ ได้มาจากอาหารที่เราบริโภคเข้าไป ในคนปกติก่อนรับประทานอาหารเช้า จะมีระดับน้ำตาลในเลือด 70-110 มก. % แต่หลังจากรับประทานอาหารไปแล้ว 2 ชม. ระดับน้ำตาลในเลือดไม่ควรเกิน140 มก.% การวินิจฉัยจะทำได้โดยการเจาะเลือดเท่านั้น

โรคเบาหวานคือโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง สามารถรักษาได้แต่ไม่หายขาด ผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวานต้องใช้ยาควบคุมน้ำตาลในกระแสเลือดให้อยู่ในภาวะปกติไปตลอดชีวิต ถ้าหยุดใช้ยาควบคุมเมื่อไหร่ น้ำตาลก็จะสูงขึ้นและถ้าสูงจนอยู่ในภาวะวิกฤติ อาจทำให้ถึงแก่กรรมได้

ผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานถ้าเกิดภาวะน้ำตาลสูงมากกว่า 180 มก.% ให้สังเกตว่าในช่วงเวลาตอนกลางคืนจะปัสสาวะบ่อยมากเกิน 1 ครั้ง เนื่องจากน้ำตาลจะถูกขับออกทางปัสสาวะ ในบางรายพบว่าปัสสาวะจะมีมดเข้ามาตอม เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าเกิดภาวะน้ำตาลในกระแสเลือดสูง ผู้ป่วยควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อได้รับการรักษา

อาการที่พบและโรคแทรกในโรคเบาหวาน

ผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานจะหิวน้ำบ่อย เนื่องจากน้ำตาลถูกขับออกทางปัสสาวะ ร่างกายมักจะอ่อนเพลียขาดน้ำ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงาน

มีผู้ป่วยบางรายไม่ยอมใช้ยาควบคุมน้ำตาล แต่จะใช้วิธีควบคุมอาหารซึ่งส่วนใหญ่จะล้มเหลว สังเกตได้ว่าผู้ป่วยเหล่านี้จะกินอาหารเก่งแต่กลับไม่อ้วน ในทางตรงกันข้าม น้ำหนักตัวกลับลดลง รูปร่างจะผอมลงจนมองดูผิดตา และผู้ป่วยมักจะเข้าใจผิดคิดเอาเองว่า ที่ผอมลงเพราะเกิดจากคุมอาหาร

ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นการเข้าใจผิด เพราะที่ผอมลงนั้นเกิดจากร่างกายไม่สามารถนำเอาน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้ ทำให้ร่างกายขาดพลังงาน และเมื่อร่างกายขาดพลังงานร่างกายก็เลยไปเอาพลังงานจากแหล่งอื่น เช่นจากไขมันในร่างกาย และจากโปรตีนตามกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงานทดแทนน้ำตาล ตรงจุดนี้คือสาเหตุที่ผู้ป่วยมีน้ำหนักตัวลดลง ร่างกายผอมลงผิดปกติ และในที่สุดก็จะมีโรคแทรกตามมาคือ

1. ผิวหนังจะแห้งมีอาการคัน และมักจะเกิดการติดเชื้อที่ผิวหนัง หรือตามส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย และถ้าเป็นแผลก็จะหายช้า

2. มีตาพร่ามัว เช่น สายตาสั้น เกิดต้อกระจก เรียกว่าเบาหวานเข้าตา

3. มีอาการชาตามแขนและขาไม่รู้สึกเจ็บและมักจะเกิดแผลที่เท้าได้ง่าย เนื่องจากอาการชาทำให้ไม่มีความรู้สึกเจ็บ บางรายอาจมีอาเจียน

4. หย่อนสมรรถภาพทางเพศ เนื่องจากน้ำตาลสูงอยู่นาน ทำให้ระบบเส้นประสาทเสื่อม ขาดความรู้สึกทางเพศ

5. เกิดโรคแทรกซ้อนที่หลอดเลือดเล็กที่เรียกว่า Microvacular อันเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคไต เนื่องจากไตทำงานหนักเพราะไตต้องทำหน้าที่ขับน้ำตาลส่วนเกินในกระแสเลือด และในที่สุดก็จะเกิดภาวะไตวาย ต้องได้รับการฟอกไตทุกสัปดาห์

6. ผู้ป่วยบางรายเกิดภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่แข็งตัวที่เรียกว่า Macrovascularจะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบนำไปสู่การเป็นโรคหัวใจ บางรายจะมีโรคความดันโลหิตเข้ามาร่วมด้วย ตลอดจนถึงอาจทำให้เป็นอัมพาตได้เนื่องจากปลายประสาทอักเสบ Neuropathicทำให้เกิดอาการชาที่ขากล้ามเนื้ออ่อนแรง เนื่องจากเส้นประสาทอัตโนมัติเสื่อม


การรักษาโรคเบาหวาน

เห็ดหลินจือกับโรคเบาหวาน

การรักษาโรคเบาหวานในยุคปัจจุบันแพทย์จะให้ยาควบคุมน้ำตาลควบคู่ไปกับการรักษาที่เรียกว่า Complementary treatment โดยการแนะนำให้ผู้ป่วยออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร บางรายอาจต้องให้วิตามิน รวมถึงสมุนไพรที่ผ่านการวิจัยว่าสามารถใช้ได้ โดยใช้ควบคู่ไปกับการให้ยาควบคุมน้ำตาล และมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย

ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะต้องใช้ยาควบคุมน้ำตาลไปตลอดชีวิต มีผู้ป่วยหลายรายเข้าใจผิดคิดว่าการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันไปนานๆ อาจทำให้เกิดไตวาย ความจริงแล้วสาเหตุของไตวาย ส่วนใหญ่จะเกิดจากผู้ป่วยมีน้ำตาลในกระเลือดที่สูงอยู่นาน ไตต้องทำงานหนักโดยขับน้ำตาลออกทางปัสสาวะ ตรงจุดนี้น่าจะเป็นสาเหตุทำให้ไตวายมากกว่าเกิดจากการกินยาแผนปัจจุบัน เพราะฉะนั้นถ้าสงสัยควรปรึกษาแพทย์ที่รักษา เพื่อให้ได้รับการชี้แจงได้ถูกต้อง

เมื่อพูดถึงเรื่องสมุนไพรกับโรคเบาหวาน เห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรที่นักวิทยาศาสตร์พบว่ามีสารสำคัญทางยาที่ลดน้ำตาลในเลือดได้คือสาร ที่อยู่ในกลุ่มของ โพลีแซ็กคาไรด์ ได้แก่

กาโนเดอแรน เอ บี และ ซี (Ganoderans A,B,C,) ช่วยลดน้ำตาลในกระแสเลือด( Hypoglycemic effect ) ทำให้มีการเพิ่มขึ้นของสารอินซูลินซึ่งเป็นสารที่ทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานให้แก่ร่างกาย

ปัจจุบันได้มีการจดสิทธิบัตรสารสำคัญในเห็ดหลินจือ คือกาโนเดอแรน เอ บี และ ซี (Ganoderans A,B,C,) ทำเป็นยารักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีข้อบ่งชี้ใช้ลดน้ำตาลในเลือด

มีรายงานการทดลองกับสัตว์พบว่ามีฤทธิ์ลดน้ำตาลได้จริงโดยกระตุ้นการหลั่งอินซูลินของเซลล์ตับอ่อน และยังต่อต้านไวรัส รวมถึงเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง

ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้เห็ดหลินจือ สามารถสกัดและบรรจุในแคปซูลได้ ดังนั้นจึงสามารถรับประทานและใช้เพื่อแก้อาการเบาหวานได้