Posted on

เห็ดหลินจือกับโรคภูมิแพ้

เห็ดหลินจือกับโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้

เป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งเช่นเดียวกับโรคเบาหวานที่รักษาได้ แต่ไม่หายขาด เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม

โรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อ เป็นได้ทุกอายุพบมากในคนที่อายุ 5-15 ปี มีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้มากกว่ากลุ่มอายุอื่น ๆ และถ้าหากพบว่ามีอาการภูมิแพ้เกิดขึ้นไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาจนำไปสู่โรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมาเช่น โรคหอบหืด (Bronchial asthma) และเป็นไซนัสอักเสบเรื้อรัง (Sinusitis)

โรคภูมิแพ้หมายถึงอะไร คำตอบก็คือเป็นปฏิกิริยาที่ร่างกายแสดงอาการแพ้สารบางอย่างที่คนทั่วไปไม่แพ้ ตัวอย่างเช่น บางคนกินกระเทียมแล้วแพ้เจ็บคอ ในขณะที่คนทั่วไปกินกระเทียมแล้วไม่แพ้ไม่เจ็บคอ สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ “โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่แพ้ในสิ่งที่คนทั่วไปไม่แพ้ ”

อะไรเป็นตัวทำให้มีอาการแพ้ ต้นเหตุของโรคภูมิแพ้

คำตอบก็คือเมื่อร่างกายได้รับสารที่ทำให้แพ้ เช่น แพ้อาหารทะเล หรืออื่นๆ ภายในร่างกายของเราก็จะผลิตสารชนิดหนึ่งขึ้นมาเองเช่น สารฮีสตามีน ( Histamine ) และเมื่อหลั่งออกมามากจะไปเร่งทำให้ร่างกายเราแสดงอาการแพ้ออกมาให้เห็น ตัวอย่างเช่น เกิดตุ่มคันตามตัว หรืออาจเป็นลมพิษ เป็นต้น

วิธีแก้ที่ตรงปัญหาในเมื่อเรารู้ว่าสารฮีสตามีน( Histamine ) เป็นตัวปัญหา และถ้าเราสามารถยับยั้งสารฮีสตามีน( Histamine )ไม่ให้ร่างกายผลิตออกมามาก อาการแพ้ก็จะไม่ปรากฏ หรือตุ่มคันตามตัวที่เคยมีก็จะหายไป

อาการของโรคภูมิแพ้

1. เกิดกับระบบทางเดินหายใจ โดยการหายใจรับสารที่แพ้เข้าสู่ร่างกาย ส่วนใหญ่จะมีอาการคัดแน่นจมูก บางรายจะมีอาการจามมีน้ำมูกไหล อาจมีการจามเป็นชุด ๆ บางครั้งก็คันที่หัวตา บางครั้งจะกลายเป็นหวัดเรื้อรัง มีอาการหูอื้อเข้ามาแทรก หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาอาจหูพิการไปเลยก็ได้ ( Adhesive OM ) รวมถึงอาจมีเนื้องอกในจมูกเกิดขึ้นได้ ( Nosal Polyps ) หรือเป็นไซนัสอักเสบ (Sinusitis ) ทำให้ปวดศีรษะ ปวดโพรงจมูกบริเวณหน้าผาก และโหนกแก้ม ในบางรายอาจทำให้เกิดโรคผิวหนังอักเสบ ถ้าเกิดกับทารกจะเป็นผื่นแดงตามใบหน้า หากไม่ได้รับการรักษาจะกระจายไปทั่วตัว เรียกว่าโรคเกลื้อนน้ำนม ( Infantile eczema ) ในเด็กที่โต จะมีผิวหนังแตกเป็นตุ่ม ๆ บางครั้งเป็นสะเก็ดเป็นหนองเรียกว่า โรคน้ำเหลืองเสีย ในทางการแพทย์เรียกว่า เอ็กซีม่า (Eczema) ในวัยหนุ่มสาวจะเป็นโรคผื่นคันเรื้อรังเรียกว่า “ ขี้เรื้อนกวาง ” (Neuro-dermatitis) เป็นโรคไม่ติดต่อ

สาเหตุที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ชนิดนี้ที่พบบ่อยที่สุด คือ ฝุ่นบ้าน ไรฝุ่นบ้านหรือตามผ้า เชื้อราตามที่อับชื้น แมลงต่าง ๆ เช่น แมลงสาบ แมลงวัน มด ยุง ขนสุนัข ขนแมว รวมถึงละอองเกสรดอกไม้ ต้นไม้ ดอกหญ้า ควันบุหรี่ ควันจากการทำอาหาร หรือเกิดจากการรับประทานอาหาร เช่น อาหารทะเล หรือ ของหมักดอง ก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคนี้ได้เช่นกัน

2. เกิดจากการสัมผัสทางผิวหนัง เท่าที่พบ ผู้ป่วยมักจะเป็นลมพิษ มักจะมีอาการรุนแรงปวดจากการถูกแมลงสัตว์กัดต่อย โดนตัวหนอน ขนตัวบุ้ง หรือจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ อาการที่แพ้มักจะเกิดผื่นแดงเป็นเม็ดเล็กๆคันตามผิวหนัง บางคนอาจแพ้แสงแดด ( แสงอุตราไวโอเลต ) แพ้ความร้อน ความหนาวเย็น โลหะชุบ เช่น สร้อยคอ ต่างหู รวมถึงเครื่องสำอางบางชนิด ทำให้แพ้ได้

3. เกิดกับระบบทางเดินอาหาร ส่วนใหญ่ที่พบ จะแพ้อาหารทะเล หรืออาหารบางอย่าง เครื่องดื่มบางชนิด ใครที่แพ้จะมีอาการเป็นลมพิษผื่นคันตามผิวหนัง คันตา คันจมูก ไอ หอบหืด ถ้าเป็นมากอาจหายใจไม่ออก หน้ามืดเป็นลมจนหยุดหายใจถึงแก่กรรมได้ ในบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย วิงเวียนศีรษะ เป็นต้น

4. เกิดจากการแพ้ยาบางชนิด อาการแพ้ยาเป็นอาการที่อันตราย บางรายอาจทำให้ถึงแก่กรรมได้ เนื่องจากหัวใจหยุดเต้น ที่เรียกว่า “ ช็อค ” จากการแพ้ยา แต่ส่วนใหญ่เท่าที่พบ อาการแพ้ยาที่ไม่รุนแรง จะเป็นผื่นแดงตามตัว ตามผิวหนังคล้ายออกหัด หรือลมพิษ

ยาอะไรที่ทำให้แพ้ คำตอบก็คือ ความจริงแล้วยาทุกชนิดอาจทำให้แพ้ได้ทั้งนั้น พวกยาฉีดถ้าแพ้จะมีอาการรุนแรงและรวดเร็ว แต่พวกยาประเภทรับประทาน หรือยาทาผิวหนัง ถ้าแพ้อาการไม่ค่อยรุนแรง แต่ก็ไม่แน่เสมอไป ยาที่กินอาจทำให้แพ้รุนแรงได้เหมือนกัน

ส่วนใหญ่ยาที่ทำให้มีอาการแพ้ มักจะเป็นยาต้านไวรัสบางชนิด และยาแก้อักเสบ ยาปฏิชีวนะบางตัว เช่น ยาซัลฟา หรือยาแก้ปวดแอสไพริน พวกนี้มักทำให้เกิดผื่นคันตามตัว ถ้าเป็นยาเพนนิซิลิน ที่เป็นยาปฏิชีวนะชนิดฉีด อาจทำให้เกิดอาการแพ้รุนแรงถึงช็อคเป็นลมหมดสติได้

ทำอย่างไรถึงจะทราบว่าแพ้ยา ผู้ป่วยต้องสังเกตตัวเองว่า เมื่อเราใช้ยาตัวใดตัวหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นยากิน ยาทา หรือยาฉีด ถ้าเกิดอาการผื่นขึ้น หายใจขัดแน่นจมูกให้รีบพบแพทย์โดยด่วน และควรจำชื่อยาที่แพ้ไว้เพื่อบอกแพทย์ทุกครั้งที่เข้ารับการรักษาว่าเราแพ้ยาอะไร

เห็ดหลินจือกับโรคภูมิแพ้

ในหัวข้อที่แล้วได้พูดถึงสาเหตุที่ทำให้แพ้เกิดจากสารฮีสตามีน ( Histamine ) ที่ร่างกายผลิตออกมาและเป็นตัวทำให้ร่างกายแสดงอาการแพ้ออกมาให้เห็น ตัวอย่างเช่น เกิดตุ่มคันตามตัว หรืออาจเป็นลมพิษ เป็นต้น

วิธีแก้ที่ตรงปัญหา ในเมื่อเรารู้ว่าสารฮีสตามีน( Histamine )เป็นตัวปัญหา และถ้าเราสามารถยับยั้งไม่ให้ร่างกายผลิตสารฮีสตามีนออกมา อาการแพ้ก็จะไม่ปรากฏ หรือตุ่มคันตามตัวที่เคยมีก็จะหายไป

โรคภูมิแพ้กับเห็ดหลินจือเกี่ยวข้องกันอย่างไร คำตอบก็คือเมื่อนักวิทยาศาสตร์เปิดเผยผลการตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมีพบว่าเห็ดหลินจือมีสารสำคัญทางยาช่วยยับยั้งไม่ให้ร่างกายผลิตสาร ฮีสตามีน ( Histamine ) ออกมา และสารดังกล่าวคือ

1. กลุ่มสารโพลิแซ็กคาไรด์ ( Polysaccharides )ออกฤทธิ์รวมกัน ช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิด บี-เซลล์ (B-cells) และทีเซลล์ (T-cells) ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นอย่างมากของ สารอิมมูโนโกลบูลิน ( lmmunoglobulin ) และ สารอินเตอร์ลิวคิน (Interleukins) ซึ่งเป็นตัวต่อต้านสารที่ทำให้แพ้ ( Antiallergy )

2. กลุ่มสารไตรเทอร์ปินนอยด์ชนิดขม( Bitter Triterpenoids ) มีอยู่ ประมาณ 100 ชนิดที่แตกต่างกัน และสารที่มีส่วนรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้คือ กลุ่มสารกรดกาโน เดอริค ( Ganoderic acid A, B, C1, C2, D-K, R-Z ) และ กรดลูซิเดนิค ( Lucidenic acid ) จะทำหน้าที่เป็นตัวยับยั้งไม่ให้ร่างกาย ผลิตสารฮีสตามีนออกมา (Histamine–Release inhibition activity) รวมถึงกรดไขมันชนิดโอเลอิค(Oleic acid )และสาร ไซโคลอ็อกต้าซัลเฟอร์ ( Cyclooctasulfur ) ซึ่งก็มีฤทธิ์ต้านไม่ให้ร่างกายผลิตสารฮีสตามีนออกมาเช่นกัน

สรุปสารฮีสตามีน ( Histamine ) เป็นตัวปัญหา และถ้าเราสามารถยับยั้งไม่ให้ร่างกายผลิตสารฮีสตามีน ( Histamine ) ออกมา อาการแพ้ก็จะไม่ปรากฏ หรือตุ่มคันตามตัวที่เคยมีก็จะหายไป เพราะฉะนั้นการใช้เห็ดหลินจือในผู้ป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ ก็คงเป็นเรื่องที่ทำได้เพราะเป็นการใช้ยาที่มีหลักการรองรับไว้