Posted on

รู้จักกับเห็ดหลินจือ

รู้จักเห็ดหลินจือ

เห็ดหลินจือ ชื่อนี้ เชื่อได้ว่าหลายๆคนคงเคยได้ยิน รู้จักหรือทราบเกี่ยวกับเห็ดชนิดนี้กันมาบ้างแล้ว ทั้งในร้านยาจีนโบราณ ร้านขายยา หรือตามสื่อต่างๆ ว่าเป็นเห็ดที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย ซึ่งผู้ใหญ่หลายๆท่านเคยได้ใช้หรือได้ลองรับประทานกันมาบ้างแล้ว และเห็ดหลินจือนั้นใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศจีน วันนี้เรามาทำความรู้จักเห็ดหลินจือให้มากขึ้นกันดีกว่า

เห็ดหลินจือ (อังกฤษ: Lingzhi) เป็นยาจีน (Chinese traditional medicine) ที่ใช้กันมานานกว่าพันๆปี นับตั้งแต่สมัยจักรพรรดิฉินซีฮ่องเต้เป็นต้นมาแล้ว

เห็ดหลินจือถือว่าเป็นของหายากมีคุณค่าสูงในทางสมุนไพรจีน และได้ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์โบราณ “เสินหนงเปินเฉ่า” ซึ่งเป็นตำราเก่าแก่ที่สุดของจีนมีคนนับถือมากที่สุด ได้กล่าวไว้ว่า เห็ดหลินจือเป็น “เทพเจ้าแห่งชีวิต” (Spiritual essence) มีพลังมหัศจรรย์ ใช้บำรุงร่างกาย และยังมีการใช้เป็นยาอายุวัฒนะในการยืดอายุออกไปให้ยืนยาว ซึ่งคนจีนนิยมใช้ นอกจากนั้น เห็ดหลินจือยังมีคุณสมบัติทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และยังสามารถรักษาโรคต่าง ๆ และมีการใช้งานกันอย่างกว้างขวางอีกด้วย

ลักษณะของเห็ดหลินจือตามธรรมชาติ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของดอกเห็ดหลินจือ

หลายๆคนเคยเห็นเห็ดหลินจือกันมาแล้ว ลักษณะของเห็ดหลินจือ
ดอกเห็ดหลินจือเป็นรูปคล้ายไตหรือรูปครึ่งวงกลม กว้าง 3-4 เซนติเมตร ยาว 8-20 เซนติเมตร หนา 1-3 เซนติเมตร ดอกอ่อนมีขอบสีขาว ถัดเข้าไปมีสีเหลืองอ่อน กลางดอกมีสีน้ำตาลหรือน้ำตาลแดง ผิวเป็นมันคล้ายทาด้วยแลคเกอร์ มีริ้วหรือหยักเป็นคลื่น ขอบหมวกงุ้มลงเล็กน้อยและหนา ด้านล่างเป็นรูกลมเล็ก ๆ เชื่อมติดกัน เห็ดแก่จะมีความแข็ง โดยเฉพาะยิ่งแก่จะยิ่งมีความแข็ง

เห็ดหลินจือมีก้านสั้นหรืออาจไม่มีก้าน ถ้ามีก้านมักมีสีน้ำตาลเข้มหรือน้ำตาลดำ ยาว 2-10 เซนติเมตร อยู่เยื้องไปข้างใดข้างหนึ่งหรือติดขอบหมวก ทำให้ดอกมีรูปร่างคล้ายไต ผิวก้านเป็นเงา เนื้อในเห็ดมีสีน้ำตาลอ่อน

สปอร์เห็ดหลินจือ เป็นตัวช่วยในการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ถูกสร้างออกมาจากผนังของรูที่อยู่ใต้หมวกเห็ด ลักษณะเป็นรูปวงรีสีน้ำตาล ปลายด้านหนึ่งตัดตรง ผิวเรียบ มีผนังหนาสองชั้น ระหว่างผนังมีลายหนามยอดเรียวไปจรดผนังชั้นนอก เมื่อสืบพันธุ์ สปอร์จะหลุดออกจากรูใต้หมวกแล้วปลิวไปเกาะบนผิวดอก ทำให้เรามองเห็นดอกเห็ดเป็นมันเงาสีน้ำตาลคล้ายฝุ่นเกาะ เมื่อสปอร์กระจายออกไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมจึงจะเจริญเติบโตเป็นเห็ดดอกใหม่

เห็ดหลินจือได้ถูกบันทึกไว้ว่า มีขึ้นอยู่ตามธรรมชาติมาก กว่า 100 สายพันธุ์ และสำหรับสายพันธุ์ที่นิยมมีสรรพคุณทางยาดีที่สุดคือ กาโนเดอร์ม่า ลูซิดั่ม (Ganoderma lucidum) หรือสายพันธุ์สีแดง

เห็ดหลินจือมีสารโพลีแซคคาไรด์โดยใน ปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับ เห็ดหลินจือออกมาจำหน่ายกันเป็นจำนวนมาก การเลือกผลิตภัณฑ์ เห็ดหลินจือแดงควรศึกษาตั้งแต่วิธีการเพาะปลูก ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญ เพราะการจะได้เห็ดหลินจือที่มีคุณภาพที่ดีนั้น ตัวเห็ดหลินจือเอง จะต้องได้รับการเพาะเลี้ยงในสภาวะที่เหมาะสม ทั้งในเรื่องความชื้น แสงสว่าง และสารอาหารที่ได้รับ ส่วนขั้นตอนการแปรรูป ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ เพราะถือเป็นกระบวนการที่จะสกัดสารโพลีแซคคาไรด์จากตัวเห็ดเองออกมาให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้การบรรจุภัณฑ์ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องให้ความสนใจไม่แพ้กัน ควรเป็นบรรจุภัณฑ์ที่สามารถกันความชื้นได้ดี เพราะว่าความชื้นจะทำให้เห็ดหลินจือขึ้นราได้ เนื่องจากเห็ดหลินจือค่อนข้างไวต่อความชื้น

ประเทศไทยมีการปลูกเห็ดหลินจือในเชิงพาณิชย์มาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี โดยจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในรูปดอกเห็ดหั่นเป็นแผ่น น้ำเห็ดหลินจือ เครื่องดื่มชาเห็ดหลินจือ กาแฟเห็ดหลินจือ เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่ยังไม่มีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ทั้งสรรพคุณในการรักษาโรคภัยต่าง ๆ

สรรพคุณของเห็ดหลินจือ

เห็ดหลินจือนั้นเชื่อว่ามีสรรพคุณหลากหลาย
ในสมัยโบราณ กล่าวกันว่า เห็ดหลินจือทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น ให้พลังชีวิตมากขึ้น ใช้บำรุงร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้มีกำลังวังชา ทำให้ความจำดีขึ้น ทำให้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ ชัดเจนดีขึ้น ส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสีหน้าแจ่มใส ชะลอความแก่ ส่วนสรรพคุณอื่นๆที่ได้รวบรวมไว้ได้แก่ รักษาและต้านมะเร็ง รักษาโรคตับ ความดันโลหิตสูง ขับปัสสาวะ ปรับความดันโลหิตทั้งสูงและต่ำ ภาวะมีบุตรยาก การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ โรคภูมิแพ้ โรคประสาท ลมบ้าหมู เส้นเลือดอุดตันในสมอง อัมพาต อัมพฤกษ์ ปวดเมื่อย ปวดข้อ โรคเกาต์ โรคเอสแอลอี เส้นเลือดหัวใจตีบ ตับแข็ง ตับอักเสบ ปวดประจำเดือน ริดสีดวงทวาร อาหารเป็นพิษ แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ บำรุงสายตา และความเชื่อดังกล่าว ยังคงสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันแม้จะไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันชัดเจน

การรักษามะเร็ง
ในปี 2559 มีการรวบรวมข้อมูลทางการแพทย์ Cochrane Database Syst Rev เลือกเฉพาะงานวิจัยที่มีคุณภาพมาดูผลของการรักษามะเร็งของเห็ดหลินจือ พบว่ายังไม่ปรากฏหลักฐานว่าสามารถใช้เป็นยาตัวแรกในการรักษามะเร็ง และยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าจะช่วยเพิ่มระยะเวลารอดชีวิตของผู้ป่วยหรือไม่ ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ใช้เพื่อรักษามะเร็งเพียงอย่างเดียว

สำหรับข้อมูลการช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน หรือช่วยเสริมฤทธิ์ของการรักษาด้วยรังสีบำบัดหรือเคมีบำบัด ยังไม่พบผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจชัดเจนเช่นกัน

วิธีรับประทานเห็ดหลินจือเพื่อป้องกันโรค

การทานเห็ดหลินจือนั้น สามารถรับประทานได้หลายแบบ

  1. ยาต้ม แต่เดิมนั้นนิยมนำมาต้ม เป็นยาต้ม การทานคือทานน้ำเห็ดที่ต้มแล้ว
  2. เห็ดหลินจือแบบแคปซูล ในปัจจุบัน มีการสกัดคุณสมบัติหรือสารต่างๆที่จำเป็นจากเห็ดจือ และบรรจุเป็นแคปซูลเพื่อทำให้ทานง่ายมากยิ่งขึ้น

การทานเห็ดหลิอจือแบบต้ม
1. ดอกเห็ดหลินจือฝานบาง ๆ ประมาณ 2-3 ชิ้น
2. ต้มในน้ำเดือดนาน 10-15 นาที
3. ใช้ดื่มแทนน้ำได้ตลอดเวลา จะช่วยให้สดชื่น เสริมภูมิต้านทาน และไม่เกิดอันตรายต่อสุขภาพ แต่ช่วงเวลาที่ร่างกายจะสามารถดูดซับสารจากเห็ดหลินจือได้ดีที่สุดนั้น ก็คือช่วงเวลาที่ท้องว่าง โดยแนะนำให้ดื่มในช่วงตื่นนอนในตอนเช้า หรือก่อนเข้านอน 1 ชั่วโมง

ทั้งนี้ เห็ดหลินจือใช้ทานเพื่อเป็นยา จึงไม่ควรนำไปปรุงร่วมกับอาหารชนิดอื่น แต่หากไม่สะดวกจะนำดอกเห็ดหลินจือมาต้มน้ำดื่มก็สามารถทานเห็ดหลินจือในรูปแบบแคปซูล ชา กาแฟ ซึ่งแปรรูปวางขายอยู่ในท้องตลาดก็ได้เช่นกัน แต่ต้องทานตามปริมาณที่ระบุไว้ในฉลาก และเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัย สามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองและการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
ได้ที่ www.fda.moph.go.th

เห็ดหลินจือกับข้อควรระวัง ใครไม่ควรทานเห็ดหลินจือ!

ถึงแม้ว่าเห็ดหลินจือนั้นจะสามารถทานได้ และมีการรับประทานกันอย่างกว้างขวาง แต่ก็มีบุคคลที่ห้ามทาน หรือไม่ควรทานเห็ดหลินจือเลย เพราะอาจทำให้อาการป่วยที่เป็นอยู่รุนแรงกว่าเดิม เช่น
1. สตรีมีครรภ์และแม่ที่ให้นมบุตร เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพียงพอมายืนยันว่า เห็ดหลินจือมีความปลอดภัยต่อสตรีมีครรภ์หรือคุณแม่ที่ให้นมบุตร ดังนั้นเลี่ยงการทานเห็ดหลินจือในช่วงนี้ไปก่อนจะปลอดภัยกว่า

2. คนที่มีความดันโลหิตต่ำ เพราะเห็ดหลินจือมีฤทธิ์ลดความดัน หากผู้ป่วยความดันโลหิตต่ำทานเข้าไป จะทำให้ความดันยิ่งต่ำลงจนเป็นอันตรายได้

3. ผู้ที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติ (Bleeding disorder) หรือผู้ที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia) เพราะการทานเห็ดหลินจือในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้เลือดออกมากขึ้น

4. ผู้ป่วยที่กำลังจะผ่าตัด เพราะเห็ดหลินจือจะเพิ่มความเสี่ยงอาการเลือดออกมากขึ้น ดังนั้นก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ไม่ควรทานเห็ดหลินจือ

5. ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิต้านเนื้อเยื่อของตนเอง (Autoimmune Disease) เช่น โรคลูปัส หรือ เอสแอลอี (SLE) หรือ โรคพุ่มพวง ไม่ควรใช้เห็ดหลินจือ โดย นพ.บรรเจิด ตันติวิท ผู้เขียนหนังสือ “หลินจือ กับ ข้าพเจ้า” ระบุว่า นั่นเพราะเห็ดหลินจือจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งภูมิคุ้มกันที่ถูกทำให้แข็งแรงขึ้นนี้จะยิ่งก่อให้เกิดความผิดปกติต่อร่างกายมากขึ้น

6. ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกัน ไม่ควรทานเห็ดหลินจือ เพราะมีแนวโน้มที่ผลจากเห็ดหลินจือจะเข้าไปลบล้างหรือขัดขวางการบำบัดด้วยยากดภูมิ

นอกจากนี้ผู้ที่รับประทานยาบางชนิด เช่น แอสไพริน, ยาลดการอักเสบ NSAID, ยาต้านการแข็งตัวของเลือด Warfarin และ Heparin ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะเห็ดหลินจืออาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของยาและอาการที่ป่วยอยู่

เห็ดหลินจือ เป็นสมุนไพรที่ซ่อนประโยชน์ไว้มากมายจริง ๆ สมกับฉายา “ราชาแห่งสมุนไพร” แต่ถึงกระนั้นเราก็ขอย้ำอีกครั้งว่า ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ก่อนหาซื้อเห็ดหลินจือในรูปแบบต่าง ๆ มาทานเองนะคะ เพราะบางโรค บางอาการ อาจจะมีผลข้างเคียงกับวิธีการรักษาโรคแผนปัจจุบันได้ อันนี้ต้องระวังนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย