Posted on

การเลือกซื้อเห็ดหลินจือ

การเลือกซื้อเห็ดหลินจือ

การเลือกซื้อเห็ดหลินจือชนิดแคปซูล
แนะนำให้ใช้ชนิดที่เป็นยาสกัดเท่านั้น และวิธีพิสูจน์มี 2 วิธีดังนี้

1. ให้ดูฉลากที่ข้างขวดยา จะต้องมีเขียนคำว่ายาสกัด ถ้าไม่มีเขียนคำว่ายาสกัดแสดงว่าเป็นยาบดแน่นอน
2. ถอดแคปซูลออก เทผงยาลงในน้ำร้อน ( น้ำที่ใช้ชงกาแฟ ) แล้วใช้ช้อนคนให้ทั่ว ถ้าเป็นยาสกัดจะต้องละลายน้ำได้หมดไม่มีกากเหลือให้เห็น แต่ถ้าเป็นยาบดจะมีตกตะกอนให้เห็นเป็นกาก มีลักษณะคล้ายขี้เลื่อย ถ้าเป็นแบบนี้ คือยาบดแน่นอนไม่สนับสนุนให้ใช้ เพราะได้ประโยชน์ทางยาน้อยมาก

การเลือกซื้อเห็ดหลินจือ https://thai-reishi.com/เลือกเห็ดหลินจือ-ยี่ห้อ/


สมุนไพรสกัดหมายถึงอะไร
สมุนไพรสกัดหมายถึง การนำเอาตัวยาของสมุนไพรออกมา แล้วเอากากสมุนไพรทิ้งไป ตัวอย่างเช่นถ้าเราต้องการกินวิตามินซีวันละ 500 มิลลิกรัม เราอาจต้องกินมะนาววันละ 50 ลูก แต่ถ้าเป็นวิตามีนซีแบบสกัดเรากินเพียงวันละ 1 เม็ด ก็จะได้วิตามินซี 500 มิลลิกรัม เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราจะเห็นภาพที่ชัดเจนว่า ยาสกัดย่อมให้ประโยชน์ที่สูงกว่า และมีความเข้มข้นของตัวยามากกว่า ดังนั้นการกินเห็ดหลินจือแบบที่เป็นยาสกัดบรรจุแคปซูล ย่อมดีกว่าการกินเห็ดหลินจือที่เป็นยาบดบรรจุแคปซูล

คุณค่าทางโภชนาการและวิธีบริโภคเห็ดหลินจือ
จากการวิจัยสารสกัดจากเห็ดหลินจือ โดยสถาบันวิจัยโครงสร้างสารแห่งชาติประเทศจีนที่มลฑลฟูโจว พบว่าเห็ดหลินจือมีโปรตีนที่จัดว่าเป็นโปรตีนชนิดสมบูรณ์ ได้มาตรฐานที่กำหนดโดยองค์การอาหารและการเกษตร ( FAO ) และองค์การอนามัยโลก(WHO) แห่งสหประชาชาติ พบว่าเป็นโปรตีนชนิดสมบูรณ์ เช่น ไอโซลิวซีน ลิวซีน ไลซีน เมไธโอนีน ฟีนิลอะลานีน ทรีโอนีน ทริปโตแฟน และวาลี รวมถึง ฮีสพีดีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดที่จำเป็นในเด็ก ก็ยังตรวจพบในเห็ดหลินจือ

สำหรับส่วนประกอบของเกลือแร่ พบว่าเห็ดหลินจือมีเกลือแร่อยู่หลายชนิด ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม โซเดียม โปแตสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี ทองแดง เหล็ก นิเกิล โคบอลท์ โครเมียม โมลิบดีนัม ลิเทียม เยอร์มาเนี่ยม ซีเรเนียม สตรอนเตียม ติตาเนียม โบรอน อยู่ในระดับที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

ในส่วนขององค์ประกอบที่เป็นวิตามินก็มีนักวิทยาศาสตร์ทั้งจีนและญี่ปุ่นทำการวิจัยพบว่าในเห็ดหลินจือมีวิตามินบี1 บี2 บี6 วิตามินดี โคลีน ไนอาซีนและอินโนซิทอล เป็นต้น

เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า เห็ดหลินจือนอกจากจะมีสารสำคัญทางเภสัชที่ แสดงฤทธิ์เป็นยาแต่ภายในเห็ดหลินจือ ยังมีสารสำคัญที่มีคุณค่าทางโภชนาการไม่แตกต่างไปจากผลิตภัณฑ์พวกวิตามินรวม หรือผลิตภัณฑ์พวกเสริมอาหารที่มีวางจำหน่ายอยู่ทั่วไป ตรงจุดนี้ทำให้เห็ดหลินจือได้รับการยอมรับจาก นักวิจัยทั่วโลกว่าเป็นสมุนไพรที่ให้ประโยชน์มีประสิทธิภาพที่สุด

ขนาดและวิธีใช้เห็ดหลินจือ
ขนาดและวิธีใช้

ตามตำรายาแผนโบราณ ไม่สนับสุนนให้กินเห็ดหลินจือเป็นอาหาร เพราะเห็ดหลินจือมีลักษณะเนื้อเหนียวแข็ง เคี้ยวไม่ได้ เหมือนเปลือกไม้ การบริโภคควรเพื่อเป็นยาเท่านั้น โดยกำหนดให้กินเห็ดแห้ง วันละ 4 -15 กรัม กินตอนท้องว่าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการว่าจะใช้เพื่อบำรุงร่างกาย หรือจะใช้เพื่อรักษาโรค

วิธีกินมีด้วยกัน 3 วิธี 

วิธีการรับประทานเห็ดหลินจือ 

1. แบบยาต้มเอาน้ำมากินเป็นยา หรือดองเหล้าเอาน้ำมากินเป็นยา

การต้มเห็ดหลินจือ https://thai-reishi.com/การต้มน้ำเห็ดหลินจือ/
2. แบบยาสกัดบรรจุแคปซูล ใช้วิธีสมัยใหม่สกัดเอาตัวยาออกมาแล้วนำไป บรรจุแคปซูล เห็ดหลินจือแคปซูล https://thai-reishi.com/เห็ดหลินจือแคปซูลให้ปร/
3. แบบยาบดบรรจุแคปซูล ใช้วิธีเอาเห็ดไปบดให้ละเอียดแล้วนำไปบรรจุแคปซูล

ใน 3 ข้อนี้ การกินเห็ดหลินจือข้อที่ให้ประโยชน์ทางยาน้อยที่สุดคือ ข้อ 3 แบบยาบดบรรจุแคปซูล ในข้อนี้ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์ทางยาน้อยมาก เพราะในกระเพาะอาหารของคนเราไม่สามารถสกัดเอาตัวยาออกมาได้ทั้งหมด เหมือนกับกินขี้เลื่อย หรือกินไม้ ซึ่งในส่วนนี้หมอจีนโบราณก็ไม่สนับสนุนให้ใช้ ชาวจีนโบราณจะใช้วิธีต้ม หรือดองเหล้าเท่านั้น

สำหรับแบบยาสกัดชนิดแคปซูล ที่ได้มาตรฐานใน 1 แคปซูล ควรทานวันละ 1 แคปซูล ก่อนนอน

เห็ดหลินจือไม่มีสกัดเย็น

ความจริงที่ต้องพูด มีคนถามกันมากเรื่องเห็ดหลินจือสกัดเย็นในที่นี้ขอตอบว่าไม่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าทำได้ ถ้าใครมีช่วยแสดงด้วย เพราะเชื่อว่าโฆษณาเกินจริง.

เพราะจากหลักฐานทางวิชาการพบว่าพืชที่สามารถสกัดเย็นได้ต้องเป็นพืชที่มีน้ำและสามารถคั้นเอาน้ำออกมาเป็นสารตั้งต้นได้ แต่เห็ดหลินจือไม่มีน้ำให้คั้นออกมาเป็นสารตั้งต้นได้ เนื่องจากมีลักษณะเป็นเปลือกไม้แห้ง แล้วจะสกัดเย็นได้อย่างไร ใครมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์โปรดแสดงด้วย โดยจะขออธิบายการสกัดเย็นที่เป็นวิชาการ และมีกระบวนการสกัดดังนี้

1. การสกัดเย็น สารตั้งต้นจะต้องมาจากการคั้นเอาน้ำที่มีอยู่ในพืชออกมาได้ แล้วใช้น้ำที่คั้นออกมาเป็นสารตั้งต้นในการสกัดเย็น

2. ในเมื่อพืชที่สามารถสกัดเย็นได้ จะต้องเป็นพืชที่สามารถคั้นเอาน้ำออกมาเป็นสารตั้งต้นได้ เช่น ส้ม สามารถคั้นเอาน้ำส้มออกมาเป็นสารตั้งต้นได้ แต่เห็ดหลินจือจะคั้นเอาน้ำออกมาจากตรงไหนมาเป็นสารตั้งต้น เนื่องจากมีลักษณะเป็นเปลือกไม้แห้ง

3. กระบวนการสกัดเย็นเมื่อคั้นเอาน้ำออกมาเป็นสารตั้งต้นได้แล้ว ก็จะนำน้ำคั้นที่ได้ไปแช่เย็นให้เป็นน้ำแข็ง จากนั้นจะนำไปเข้าตู้ปิดสนิท แล้วใช้เครื่องปั้มลมดูดเอาไอละเหยก้อนน้ำแข็งออกจากตู้ที่ปิดสนิท จนก้อนน้ำแข็งแห้งสนิทเหลือแต่สารสกัดที่ตกค้างอยู่ ตรงนี้เรียกว่าสารสกัดที่ได้จากการสกัดเย็น จากนั้นจะนำสารสกัดที่ได้ไปเข้าเครื่องบดให้ละเอียดให้ได้ขนาด 100 เมท แล้วนำไปบรรจุแคปซูล เพื่อใช้บริโภคต่อไป

นี้คือกระบวนการสกัดเย็นที่เป็นวิทยาศาสตร์ ที่ต้องได้สารตั้งต้นมาจากพืชที่คั้นน้ำได้ แต่เห็ดหลินจือคั้นน้ำเป็นสารตั้งต้นไม่ได้เพราะมีลักษณะเป็นเปลือกไม้แห้ง ถามว่าแล้วจะสกัดเห็ดหลินจือแบบเย็นได้อย่างไร โปรดอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์ด้วย ไม่อยากให้เอาคำว่าสกัดเย็นมาพูดหาประโยชน์เพื่อให้ขายของได้ ทำให้หลักวิชาการสับสน ถูกเบี่ยงเบนให้ผู้คนเข้าใจผิด เป็นอันตรายต่อวงการวิทยาศาสตร์ในการเรียนการสอนต่อไปในอนาคต หากใครมีข้อมูลที่ให้เชื่อได้ว่าทำได้จริง และเป็นวิทยาศาสตร์ ก็จะยอมรับ แต่จะให้เชื่อเพียงลมปากโดยขาดหลักฐานคงยอมรับกันไม่ได้นะครับ

หมายเหตุ ยังมีอีกเรื่อหนึ่งจำเป็นต้องพูดเพราะมันจะไปกันใหญ่ ทำให้หลักการทางวิชาการเสียหาย ประชาชนสับสน เรื่องดอกกับรากเห็ดหลินจือ ความจริงก็คือในโลกนี้ไม่เคยเห็นรายงานทางวิทยาศาสตร์ว่าเห็ดหลินจือมีรากนะครับ เท่าที่สืบค้นพบว่า เขาเรียกว่าส่าที่ใช้หาอาหารไปเลี้ยงดอกเห็ด แต่คำว่ารากเห็นมีใช้กับต้นไม้นะครับ ทีสำคัญการจะเอาส่าของเห็ดหลินจือมาทำยาคงจะยากมากเพราะส่าของเห็ดหลินจือจะอยู่ในตอไม้หรือในแกลบตามดินที่ผุพัง ไม่สะอาดพอที่จะใช้ทำยาครับ

ปัจจุบันการสกัดเห็ดหลินจือ ที่นิยมทำกันมี 2 วิธี คือ

1. สกัดโดยใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย ด้วยวิธีการต้ม จะได้สารสกัดประเภทที่ละลายน้ำคือกลุ่มสารโพลิแซ็กคาไรด์ (Polysaccharides)

สารสกัดกลุ่มนี้มีสรรพคุณ มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ช่วยเพิ่มแรงบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ เพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ต่อต้านสารแพ้ ต่อต้านเชื้อไวรัส เริม งูสวัด และเชื้อ HIV ลดภาวะแทรกซ้อนจากการใช้เคมีบำบัดและรังสีบำบัดในผู้ป่วยโรคมะเร็ง

สำหรับสารที่มีสรรพคุณทางยาคือ กาโนเดอแรนส์ (Ganoderans A, B, C ) และสารเบต้าดีกลูแคน ( Beta-D-Glucan )ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด บี-เซลล์ ( B-cells ) และทีเซลล์ ( T-cells ) ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของ สารอิมมูโนโกลบูลิน (Immunoglobulin) สารอินเตอร์ลิวคิน (Interleukins) ซึ่งเป็นสารสำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้กลุ่มสารโพลิแซ็กคาไรด์ ยังต่อต้านออกซิเดชันและกำจัดอนุมูลอิสระ (Antioxidation and radical scavenging activity ) ซึ่งเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่สำคัญของเห็ดหลินจือ ที่สามารถกำจัดอนุมูลอิสระไฮดร๊อกซิล ( hydroxyl radicals )และอนุมูลอิสระซุปเปอร์ออกไซด์ ( Superoxide radicals )

2. สกัดโดยใช้เอทานอลชนิด 95 % เป็นตัวทำละลายจะได้สารสกัดประเภทที่ละลายในเอทานอลแต่ไม่ละลายในน้ำ คือกลุ่มสารไตรเทอร์ปินนอยด์ชนิดขม ( Bitter Triterpenoids )

เป็นสารสำคัญทางยาที่มีความแตกต่างกันกว่า 100 ชนิด ใช้รักษาโรคภูมิแพ้ โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเส้นเลือดสูง ปกป้องตับ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในตับ และช่วยต่อต้านสารที่มีพิษต่อตับ

สารที่มีส่วนสำคัญในการรักษาโรคคือ กรดกาโนเดอริค ( Ganoderic acid A, B, C1, C2, D-K, R-Z ) และ กรดลูซิเดนิค ( Lucidenic acid )ปัจจุบันมีการจดสิทธิบัตรสารไตรเทอร์ปินนอยด์แฟรกชัน ของเห็ดหลินจือ โดยมีข้อบ่งชี้ใช้เป็นยาลดความดันโลหิต

และยังมีการจดสิทธิบัตรสารกาโนโดสเตอโรน(Ganodosterone) เป็นยาเม็ด 5 mg.โดยมีข้อบ่งชี้ใช้กระตุ้นการทำงานของตับ (Liver function stimulant ) เนื่องจากเป็นสารที่มีฤทธิ์ในการลดสารที่เป็นพิษต่อตับ ในประเทศเกาหลีใช้เป็นยาบำรุงตับโดยเฉพาะในกลุ่มคนที่เป็นโรคตับแข็ง ตับอักเสบ และใช้บำรุงตับในพวกที่ชอบดื่มสุรา

เพราะฉะนั้นการจะนำเอาสารสกัดที่สำคัญของเห็ดหลินจือมาใช้ประโยชน์ทางยา ถ้าสามารถสกัดโดย 2 วิธีนี้ แล้วนำสารที่ได้มารวมอยู่ในแคปซูลเดียวกันถือว่า เป็นยาเห็ดหลินจือที่สมบูรณ์แบบที่สุด มีคุณค่าน่าใช้ถือเป็นมรดกทางยาที่บรรพบุรุษได้ศึกษาไว้ใช้กันมานานกว่า 2,000 ปี และยังคงใช้ต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังต้องดูมาตรฐานต่างๆที่ควรได้รับ เพื่อเป็นการการันตีถึงคุณภาพของเห็ดหลินจือ ว่าปลอดภัยและไม่เป็นอันตราย และช่วยบำรุงสุขภาพได้อย่างแท้จริง

1.การวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์
ผู้ผลิตเห็ดหลินจือ ตั้งแต่ฟาร์ และผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือควรมีทีมงานวิจัยมืออาชีพในการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์เห็ดหลินจือ เพื่อให้ได้เห็ดหลินจือที่มีคุณภาพ

2.การควบคุมการเพาะปลูกด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย
การเพาะปลูกเห็ดหลินจือต้องเพาะปลูกภายใต้การควบคุมสภาวะที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ในฟาร์มที่ได้มาตรฐาน เป็นระบบปิด เพื่อให้ได้ดอกเห็ดหลินจือที่มีปริมาณสารออกฤทธิ์สูงมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ได้คุณภาพ

3.กระบวนการผลิตที่โดดเด่นได้มาตรฐาน มีคุณภาพ
กระบวนการผลิตที่ได้รับการพัฒนาและผลิตในโรงงานที่มีเทคโนโลยีในการผลิตอันทันสมัย ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลเพื่อเป็นหลักประกันด้านคุณภาพ และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค

4.การรับรองประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์
ผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือที่ได้รับการรับรองเรื่องประสิทธิภาพจากสถาบันที่มีชื่อเสียงก็จะทำให้มั่นใจว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างแท้จริง อย่างเช่นโรงงานที่ได้มาตรฐาน GMP เป็นต้น

5.ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์
ผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือต้องมีฉลากความปลอดภัย เป็นการสกัดเท่านั้น เพื่อให้ได้เห็ดหลินจือที่มีประโยชน์เต็มที่ต่อร่างกาย  ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การคุ้มครองผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคด้วยว่าผลิตภัณฑ์ไม่มีสารตกค้างที่เป็นอันตรายและไม่มีผลข้างเคียงต่อร่างกาย เพราะการรับประทานเห็ดหลินจือในการดูแลสุขภาพควรต้องรับประทานอย่างต่อเนื่อง

ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.lingzhibook.com/cnnbook/No.08.htm